โลงศพบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

โลงศพบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต   โลงศพบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต เมื่อทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย โลงศพจึงกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิตที่ขาดไม่ได้ เพราะเมื่อมีการตายหรือเสียชีวิตเกิดขึ้น สิ่งแรกที่จะถามหาก็คือ “โลงศพ” หรือหีบศพที่ใช้ในการบรรจุร่างผู้เสียชีวิตก่อนนำไปทำพิธีตามศาสนา ซึ่งโลงศพก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ตามหลักความเชื่อของวัฒนธรรมนั้น ๆ แล้วโลงศพแต่ละประเภทจะมีอะไรบ้าง วันนี้ สุริยาหีบศพมีคำตอบ การผลิตโลงศพ โลงศพ หรือ หีบศพ คือที่สำหรับบรรจุศพหรือร่างของผู้เสียชีวิต โดยให้นอนราบอยู่ภายในและมีฝาโรงครอบมิดชิด โดยโลงศพมักจะทำด้วยไม้ มีรูปลักษณ์เป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะของโลงศพจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อ ในอดีตโลงศพไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่าย ๆ ด้วยจะต้องใช้ไม้ทั้งต้นมาผลิตเป็นโลงศพ และไม้ที่นำมาผลิตเป็นโลงศพนั้นจะต้องใช้ไม้ประเภทไม้เนื้ออ่อน ที่มีคุณสมบัติ แห้งเร็ว ซับน้ำได้ง่าย และติดไฟได้รวดเร็ว สะดวกแก่การตอกตะปู จึงทำให้ผู้เสียชีวิตที่จะบรรจุลงโลงศพได้นั้นจะต้องเป็นขุนนาง คหบดี ส่วนชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ก็จะห่อศพด้วยเสื่อและก็ฝังในป่าช้า สำหรับไม้ที่ใช้ในการผลิตโลงศพจะไม่ใช่ไม้เนื้ออ่อนแบบเดิมอีกต่อไป เพราะหาได้ยากขึ้นจึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนไม้ที่ใช้ในการทำโลงศพ โดยใช้ไม้กระดานอัด หรือไม้ประเภทไม้เนื้ออ่อนทั่ว ๆ ไป มาทำเป็นโลงศพแทน โดยทำให้ปากโลงศพยาวกว่าตอนล่างของโลงศพเล็กน้อย หรือตามความเหมาะสมของผู้เสียชีวิต เมื่อประกอบเป็นตัวโลงศพและฝาโลงศพแล้ว จะนำเอาปูนซีเมนต์ดิบมาฉาบไว้บาง ๆ ภายในทั้ง 4 ด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเน่า น้ำหนอง ไหลซึมออกมาจากโลงศพ และนำยาฉุน ถ่านไฟ ใบฝรั่ง กากใบชา โรยไว้ภายในโลงศพเพื่อดับกลิ่น และดูดซับน้ำเน่า กลิ่นเน่าเหม็นต่าง ๆ เมื่อทำโลงศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่างที่ทำโลงศพจะนำเครื่องบูชาที่เตรียมไว้แล้วมาปัดรังควานภายในโลงศพ และใช้มีดฟันไปที่ขอบโลงศพทั้ง 4 ด้าน เพื่อแสดงว่าเป็นโลงศพเก่าและไม่ได้ต้องเผาทิ้ง ประเภทของโลงศพ   โลงศพที่มีขายโดยทั่วไป มี 3 ประเภทด้วยกัน 1. โลงศพไทย ใช้สำหรับทำพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตกแต่งด้วยลายเทพพนมและนางฟ้ามีแบบ ฐาน 1 ชั้น 2 ชั้น และ 3 ชั้น โลงศพแบบผ้าตาดเรียบ โลงศพผ้าตาดย่น โลงศพไม้สักแท้ โลงศพแกะลายปิดทอง โลงศพมุกข์ โลงศพกระจกไม้สักแท้ โลงศพไม้จำปา และโลงศพเย็น เป็นต้น 2. โลงศพจีน โลงศพจีน หรือโลงจำปา เป็นโลงศพไม้ที่มีเนื้อแข็งและมีความสวยงาม ด้วยชาวจีนนิยมการฝังมากกว่าการเผาจึงใช้ไม้สักในการผลิตโลงศพ ซึ่งไม้สักที่นำมาผลิตต้องมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป และทาด้วยสีดำ สีแดง สีเหลือง ซึ่งโลงจำปานั้นเป็นโลงศพที่เป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ซึ่งจะมีความปราณีตสวยงามและคงทนแข็งแรง ภายในจะบุพลาสติกกันการรั่วซึมอย่างดีและบุทับอีกชั้นด้วยผ้าต่วนสีต่าง ๆ มีความมันวาวสวยงาม และภายนอกโลงศพจะประดับด้วยลวดลายแบบจีนอย่างละเอียดอ่อนและปราณีต 3. โลงศพคริสต์ สำหรับโลงศพคริสต์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก มีรูปแบบปการผลิตที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและศาสนา โดยมีทั้งโลงศพสี่เหลี่ยม โลงศพหกเหลี่ยม ทำจากไม้สักและไม้ปาติเกิ้ล รอบโลงศพจะติดที่จับและไม้กางเขน ตัวโลงศพจะทาสีขาว เชลแล็กโชว์เนื้อไม้สักที่สวยงาม พิธีเบิกโลงศพ พิธีกรรมโบราณที่ใกล้สูญหาย พิธีกรรมเบิกโลงศพ เป็นพิธีกรรมที่สัปเหร่อจะเป็นผู้กำเนินการ โดยเอาไม้ไผ่มาจักเป็นซี่เล็ก ๆ ทำเป็นบันได 4 ขั้น มีความกว้างเท่ากับความกว้างของโลงศพ สำหรับไว้วางปากโลงศพเอาเฝือกผืนหนึ่งทำด้วยไม้ไผ่ 8 ซี่ ตัดติดกันเหมือนแล่งวางไว้ก้นโลงศพเอาผิวไม้ขึ้นว่างระยะห่างกันพิสมควรสำหรับรองรับเสื่อ นำไม้ไผ่มาผ่า เพื่อใช้สำหรับคีบสายสิญจน์ เรียกว่า “ไม้ปากกาจับโลงศพ” จากนั้นเอาเทียน 8 เล่มติดคาบที่ปากโลงศพระหว่างไม้ปากกาที่วาง 8 ช่องมีกระทงใบตองขนาดเล็กใส่อาหารวางไว้บนปากโลงศพ 8 ช่อง ใกล้ ๆ กับเทียนเป็นเครื่องสังเวยเทพทั้ง 8 ทิศ ส่วนฝาโลงศพให้ทิ้งไว้ข้าง ๆ โลงศพ เตรียมขันไว้ทำน้ำมนต์ เมื่อทำน้ำมนต์เสร็จแล้วให้พรมน้ำมนต์ที่โลงศพ 3 หน ใช้มีดหมอสับปากโลงศพ 3 ที สับกลางโลงศพสลับซ้ายขวารอยสับนี้เป็นเครื่องบอกว่าศีรษะอยู่ทางทิศใด แล้วผลักเครื่องเซ่นทั้งหมดพร้อมด้วยไม้ปากกาที่ทำไว้ลงไปในโลงศพทั้งหมด เป็นอันเสร็จพิธีเบิกโลงศพ จากนั้นนำศพบรรจุลงโลงศพและทำพิธีทางศาสนาต่อไป ทั้งนี้พิธีเบิกโลง เป็นพิธีกรรมที่ทำกับโลงศพก่อนที่จะบรรจุศพลงโลงศพ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลงศพว่างจากสิ่งที่มองไม่เห็น จากเสนียดจัญไร ผีสางรุขเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่กับไม้ที่เอามาทำโลงศพ ซึ่งถือว่าเป็นโลงศพที่มีวิญญาณเป็นเจ้าของแล้ว เมื่อนำศพของผู้เสียชีวิตบรรจุลงในโลงศพ อาจทำให้วิญญาณของผู้เสียชีวิตถูกรบกวนและถูกรังแกได้ และไม่ยอมเดินทางไปกับร่างของตนแต่จะเป็นผีสิงสถิตอยู่ในอยู่ในบ้านไปผุดไปเกิดไม่ได้นับว่าเป็นจัญไร จึงต้องมีพิธีทำน้ำมนต์ธรณีสารอันเป็นน้ำมนต์ขจัดเสนียดจัญไรให้ออกจากโลงศพแล้วอาราธนาคุณพระรัตนตรัยมาช่วยขจัดขับไล่ด้วยอีกทาง สำหรับสุริยาหีบศพ เรามีหีบศพ 5 ประเภท มากกว่า 99 รูปแบบที่เหมาะสมกับทุกศาสนาและทุกพิธีการ ทั้งยังพร้อมให้คำปรึกษาหรือสอบถามเกี่ยวกับการจัดงานศพหรือบริจาคโลงศพ ทางร้านสุริยาหีบศพ มีเจ้าหน้าที่คอยบริการตลอด 24 ชม. เลยค่ะ การตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ฉะนั้นจงใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะทำอะไรให้คิดก่อนเสมอ จงทำแต่ความดีด้วยนะคะ สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ Tel : 02-950-0989 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชม.) Website : http://www.suriyafuneral.com/

วัฒนธรรมโลงศพแฟนตาชีที่ประเทศกานา ในแอฟริกาตะวันตก

วัฒนธรรมโลงศพแฟนตาชีที่ประเทศกานา ในแอฟริกาตะวันตก     วัฒนธรรมโลงศพแฟนตาชีที่ประเทศกานา ในแอฟริกาตะวันตก จะมีการจัดงานศพที่แตกต่างจากวัฒนธรรมไทย วันนี้เราสุริยาจะมาพูดถึงการจัดงานในกานา ว่าเขาใช้โลงศพแบบไหนบ้าง ก่อนอื่นทุกคนต้องเข้าใจก่อนว่า ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนเกิดมาต้องตายกันทุกคน ฉะนั้นจะต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เราสุริยาหีบศพเป็นผู้ให้บริการหลังความตาย สำหรับใดที่ต้องการจัดงาน โลงศพ โลงศพไทย โลงจีน โลงศพคริสต์ จัดดอกไม้หน้าศพ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับงานศพต่าง ๆ ทางร้านเรามีครบวงจร ชาวกานานิยมใช้โลงศพแฟนตาชีในการจัดงานศพ เพื่อให้โลงศพที่โดดเด่น เพื่อเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยความเชื่อของชาวกานา ว่าการตายคือจุดเริ่มต้นของชีวิต มันคือการเดินทางไปยังชีวิตใหม่หลังความตาย โดยผู้ที่เสียชีวิตจะพาหนะที่ใช้ในการเดินทางอย่างโลงศพนั้นจะออกมาเรียบง่ายเห็นว่าจะไม่เข้าที เพราะที่นี่จะทำโลงศพแต่ละโลงศพที่โดดเด่น และแฟนตาชีจนมองไม่ออกว่ามันคือโลงศพไว้สำหรับบีจุศพเลยทีเดียว ในช่วงหลายสิบปีมานี้วัฒนธรรมการออกแบบ และตกแต่งโลงศพให้เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นตามคาแรคเตอร์ของผู้เสียชีวิตนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก เช่นกีต้าร์ หรือรถสปอร์ท โลงพวกนี้จะถูกสร้างขึ้นอย่างปรานีต พิถีพิถันให้สมเกียรติของผเสียชีวิต ซึ่งสำหรับชาวกานาเองนั้น พวงเขายอมจ่ายไม่อั้นไม่ว่าจะแพงเท่าไหร่ก็สามารถจ่ายได้ เพื่อเป็นการทำโลงศพให้เหมาะสมกับตัวเอง ตัวอย่างโลงศพที่ชาวกานาได้ทำขึ้นมา ตามมาดูกันเลย           นี่เป็นการทำโลงศพของชาวกานาในแอฟริกาตะวันตก ที่นิยมทำโลงศพให้โดนเด่น เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะด้วยความเชื่อของชาวกานา ความตายถือเป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับพวงเขา ฉะนั้นในการทำโลงศพจึงไม่ใช่ปัญหาเพราะเมื่อแพงเท่าไหร่ก็จ่ายได้ ซึ่งการทำโลงศพแบบจะแตกต่างจากประเทศไทย โดยแต่ละประเทศก็จะมีการจัดงานศพที่แตกต่างกันออกไป ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.posttoday.com ขอบคุณภาพจาก CNN

พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน (ตอนที่ 2)

พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน (ตอนที่ 2)   พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน (ตอนที่ 2) ใครที่เคยดูละครเลือกข้นคนจาง ก็คงได้เห็นธรรมเนียมการจัด “พิธีกงเต๊ก” ในงานศพของอากง ซึ่งเป็นธรรมเนียมศพของชาวจีนที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานนับพันปี เพื่อเป็นการบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ซึ่งในครั้งที่แล้วเราก็พูดถึงพิธีเปิดมณฑณ การส่งกสารไปยมโลก และพิธีเชิญวิญญาณกันไปแล้ว ในครั้งนี้การจัดพิธีกงเต๊กจะมีขั้นตอนอะไรต่อนั้น มาดูกันเลยค่ะ   4.จัดพิธีไหว้บรรพบุรุษ เมื่อคนภายในครอบครัวเสียชีวิต จะต้องมีการจุดธูปแจ้งข่าวให้บรรพบุรุษทราบว่าลูกหลานของท่านได้ถึงแก่กรรมแล้ว โดยจะต้องจัดเตรียมอาหารไว้สำหรับรอรับและให้บรรพบุรุษเป็นพี่เลี้ยงในการเดินทางของดวงวิญญาณ ทั้งนี้การไหว้บรรพบุรุษจะต้องไหว้ย้อนไป 3 รุ่น ซึ่งของไหว้บรรพบุรุษก็จะประกอบด้วย ข้าวสวยอย่างน้อย 6 ชาม เหล้าอย่างน้อย 6 แก้ว น้ำชาอย่างน้อย 6 แก้ว กับข้าวอย่างน้อย 5 อย่าง เจฉาย ซาแซหรือโหงวแซ 1 ชุด ผลไม้ 5 อย่าง 1 ชุด ขนมอี๋ อย่างน้อย 6 ถ่วย ฮกก๊วยปั๊มสีแดง อั่งถ่อก๊วย พระจะทำพิธีสวดมนต์จนถึงตอนที่ลูกหลาน ต้องทำการไหว้อาหารให้แก่บรรพบุรุษ เมื่อไหว้สำรับกับข้าวบนโต๊ะแล้ว ก็ตามด้วยการไหว้กระดาษเงิน กระดาษทอง การไหว้หีบเสื้อผ้าให้บรรพบุรุษ ซึ่งจำนวนหีบเสื้อผ้านั้น จะไม่ถูกกำหนดไว้ตายตัว โดยจะนับตามจำนวนของลูกใน คือคนในแซ่ จึงได้แก่ฝ่ายชายและสะใภ้ส่วนลูกนอกคือลูกสาวถือว่าแต่งงานไปแล้วใช้แซ่อื่น คือ ไปเป็นคนในตระกูลอื่นก็จะไม่ไหว้และไม่ฝากหีบเสื้อผ้าไปให้ แต่ถ้าลูกสาวจะฝากหีบเสื้อผ้าไปให้ด้วยก็ไม่ผิด แต่อย่างใด เสร็จจากการไหว้บรรพบุรุษจะเป็นพิธี “ซึงกิมซัว” แปลว่า ทลายภูเขาทอง เพื่อเป็นนัยอวยพรให้ลูกหลานรุ่งเรือง โดยเป็นการแสดงรำธงของพระจีนปลอม คือผู้ชายใส่ชุดพระสีแดงพร้อมหมวกพระจีนออกมาแล้ว แสดงโชว์เป็นธรรมเนียมเฉพาะ ของคนจีนอำเภอเตี้ยเอี้ยและเป็นธรรมเนียมว่าลูกสาวที่ออกเรือนแล้วจัดมาไหว้บุพการีให้ได้ชมก่อนจะถึงพิธีกรรมการพาข้ามสะพานกงเต๊กไปไหว้พระพุทธในแดนสวรรค์ ก่อนเริ่มพิธีจะต้องมีการไหว้บูชา โดยลูกสาวที่ออกเรือนแล้วเท่านั้นมาจุดธูปไหว้ บอกผู้ตายว่าจะไหว้ “ซึงกิมซัว” ที่หน้าโต๊ะไหว้ ที่ตั้งพิเศษอัญเชิญภาพปฏิมาขององค์อมิตาภพระพุทธเจ้ากับของพิเศษอย่างหนึ่งน่าสนใจมาก เป็นถาดใส่ข้าวสาร ขันน้ำมนต์ เหรียญสตางค์ พร้อมซองอั้งเปา นับตามจำนวนลูกของผู้ตาย ซึ่งถ้าลูกชายคนโตมีลูกชายคนโต ก็ต้องนับเพิ่มอีกหนึ่ง 5.พิธีบูชาเจดีย์ ซึ่งในพิธีนี้พระสงฆ์จะสวดมนต์นำดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต เดินเวียนประทักษิณรอบเจดีย์ แต่ถ้าหากผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิง จะใช้สระอโนดาตหรือสระบัวแทน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระเจดีย์และพระพุทธองค์ 6.พิธีเดินข้ามสะพานกงเต๊ก พิธีการเดินข้ามสระพานกงเต๊ก เป็นพิธีที่พระสงฆ์จีนพาดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ มาส่งยังเขตแดนสวรรค์ โดยมีลูกหลานตามมาส่งด้วย ส่งเสร็จก็ข้ามกลับโดยทุกคนที่ข้ามสะพานลูกหลานจะต้องโยนสตางค์ลงไปในอ่างน้ำ ประหนึ่งการซื้อทางให้แก่ผู้ตายและตนเอง แต่ก็มีกฎข้อห้ามอยู่ที่ ถ้าลูกหล่านที่เป็นผู้หญิง หากใครเป็นประจำเดือนจะไม่ให้เดินข้ามสระพาน ก่อนเริ่มพิธีลูกชายคนโตจะต้องไปไหว้สระพานด้วยธูป 2 ดอก ขนม และกระดาษเงินกระดาษทอง พิธีเริ่มจากการสวดมนต์ของพระที่ปะรำหน้าศพ สวดจนได้จังหวะของบทตอน พระทั้งหมดก็จะเดินขบวน โดยพระรูปที่ 2 จะเป็นผู้ถือโคมวิญญาณ ต่อจากแถวพระคือขบวนลูกหลาน โดยจะไล่ตามศักดิ์ และอาวุโส ลูกในที่นี้ คือ ลูกชายนำหน้า ลูกชายคนโตคือหัวขบวน ตามด้วยลูกชายคนต่อ ๆ มา ถ้าลูกชายคนโตมีลูกชายตามศักดิ์แล้วลูกชายคนโตของลูกชายคนโตเท่านั้น ก็จะมาต่อท้าย เป็นลูกชายคนเล็ก แล้วจึงตามด้วยลูกสะใภ้ แล้วตามด้วยลูกสาว ตามด้วยลูกเขย แล้วตามด้วยชั้นหลาน การข้ามสะพานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงข้ามไปและช่วงข้ามกลับ ช่วงแรกจะเป็นการพา ดวงวิญญาณข้ามไปส่ง แดนสวรรค์ เมื่อข้ามไปถึงพระจะหยุดขบวน พระจะวางโคมวิญญาณลงกับที่ เหล่าพระทั้งหมดล้วนก้มกราบพระพุทธ มีการจุดธูป 3 ดอก ให้ลูกชายคนโตไหว้ เพื่อเป็นการไหว้พระพุทธแทนตัวผู้ตาย แล้วปักธูปลงในกระถางธูปของผู้ตายเอง จากนั้นขบวนพระก็จะพาขบวนลูกหลานข้ามกลับมายังโลกมนุษย์ โดยจะไม่ถือโคมวิญญาณกลับมาด้วย และขากลับจะต้องข้ามสะพานสวนทางกับขาไป ข้ามไปกี่รอบก็ต้องข้ามกลับจำนวนรอบเท่าเดิม เมื่อถึงโลกมนุษย์ ขบวนพระก็หยุด ลูกชายคนโตจะนำกระถางธูปไปวางไว้ที่ปะรำหน้าศพ เจ้าหน้าที่จะนำหีบเสื้อผ้าของผู้ตายมาวางโดยมีโคมวิญญาณวางซ้อนบนหีบเสื้อผ้าอีกที จากนั้นลูกหลานนั่งฟังพระสวดต่อ จนจบหนังสือมนต์เล่มสุดท้าย ซึ่งทุกครั้งที่มีการสวดมนต์จบเล่ม พระจะต้องนำ หนังสือมนต์นี้มา ให้ลูกชายเปิดดู แล้วยกสวดมนต์นั้นขึ้นจบถวาย เล่มสุดท้ายก็เช่นกัน เสร็จพิธี ลูกหลานจะกราบหน้าศพ 4 ครั้ง แล้วเหี่ยมหีบเสื้อผ้ากับโคมวิญญาณเพื่อนำไปเผา เช่นเดียวกับบรรดาของกงเต๊กอื่น ๆ ทั้งหมด ลูกหลานต้องช่วยกันเหี่ยมโดยมีหลักการว่าคนอื่นอาจช่วยยกของได้ แต่ลูกหลานเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้เหี่ยมของกงเต๊กทั้งหลาย และต้องเหี่ยมทุกชิ้นไม่ขาดตกสิ่งใด 7.พิธีสวดส่งเทพ ส่งวิญญาณ การสวดส่งวิญญาณและถวานเครื่องกระดาษ ซึ่งการถวายเครื่องกระดาษนี้ จะเป็นการเผากระดาษเงินกระดาษทองให้แก่ผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้านพร้อมที่ดิน เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เงินทอง คนรับใช้พร้อมตั้งชื่อให้ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู ซึ่งการเผาหลังจากทำพิธีกงเต๊กเสร็จ หรือจะเผาในวันรุ่งขึ้นไปพร้อม ๆ กับการฌาปนกิจ หรือการเดินทางไปฝังที่ฮวงซุ้ยก็ได้เช่นกัน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกงเต๊ก การจัดพิธีศพให้แก่ผู้เสียชีวิต นอกจากจะเป็นการอำลากันเป็นครั้งสุดท้ายของญาติพี่น้องแล้ว การจัดพิธีกงเต๊กยังเป็นการที่ลูกหลาน จะสามารถแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ด้วยการอุทิศส่วนกุศลและส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตไปสู่สุขติอีกด้วย ซึ่งพิธีการทำกงเต๊กยังไม่จบเพียงเท่านี้ในครั้งหน้า จะมีขั้นตอนการจัดพิธีกงเต๊กในขั้นตอนไหนต่ออีกนั้น สามารถรอติดตามกันในสัปดาห์หน้านะคะ สำหรับใครที่ต้องปรึกษาหรือสอบถามเกี่ยวกับการจัดงานศพหรือบริจาคโลงศพ ทางร้านสุริยาหีบศพ มีเจ้าหน้าที่คอยบริการตลอด 24 ชม. เลยค่ะ การตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ฉะนั้นจงใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะทำอะไรให้คิดก่อนเสมอ จงทำแต่ความดีด้วยนะคะ สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ Inbox : m.me/suriyafuneral/ Tel : 02-950-0989 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชม.) Website : http://www.suriyafuneral.com/

“โลกสมุตติ” พิธีศพที่เลือนหายไปของชาวรามัญ

“โลกสมุตติ” พิธีศพที่เลือนหายไปของชาวรามัญ     “โลกสมุตติ” พิธีศพที่เลือนหายไปของชาวรามัญ ทุกศาสนาและทุกเชื้อชาติ มีพิธีกรรม ความเชื่อและพิธีศพที่แตกต่างกันออกไปตามแต่วัฒนธรรมที่หล่อหลอมกันขึ้นมา ดังเช่นชาวมอญหรือชาวรามัญ ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมหลังความตายที่ยึดถือปฏิบัติตามคัมภีร์ “โลกสมุตติ” ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงหงสาวดี นั่นเอง ตามคัมภีร์โลกสมุตติของชาวมอญนั้น ได้มีการแบ่งแยกประเภทของการตายออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ ตายดีและตายไม่ได้ ตายดีคือ การตายที่มาจากความชรา หรือป่วยตาย ส่วนตายไม่ดี คือ การตายแบบกะทันหัน อย่าง ฆ่าตัวตาย อุบัติเหตุ รวมไปถึงการตายของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งชาวมอญจะปฏิบัติตามข้อห้ามอย่างเคร่งคัด เพราะมีเชื่อกันว่าหากปฏิบัติไม่ถูกวิธีจะทำให้ลูกหลานประสบภัยพิบัติต่าง ๆ นานา ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มีผลมาจากที่ชาวมอญนับถือผีและศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปพร้อม ๆ กัน ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับการตายที่ดี การตายที่ดี แบ่งออกเป็น 2 ประการด้วยกัน คือ ผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้สูงอายุและเสียชีวิตด้วยความชราภาพ หรือเจ็บป่วยตาย จะต้องตายในบ้านของตนเองเท่านั้น เพราะหากเสียชีวิตนอกบ้านชาวมอญจะไม่นำศพเข้าบ้านเด็ดขาย จึงทำให้ไม่สามารถจัดงานศพที่บ้านได้ ดังนั้นเมื่อคนมอญไม่สบายแล้วไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หากหมดโอกาสในการรักษา ญาติจะนำผู้ป่วยกลับบ้าน และเมื่อเสียชีวิตแล้ว คนในบ้านก็จะไปบอกกล่าวแก่ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านให้มาช่วยงานเพื่อจัดเตรียมงานตามศาสนา โดยจะต้องมี โลงศพ สำหรับนำร่างผู้เสียชีวิตใส่โลงศพ กลับบ้านทำพิธี การจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิต ในการอาบน้ำศพของชาวมอญนั้น จะทำให้ตอนบ่ายหรือตอนเย็นเท่านั้น เพราะมีข้อห้ามในการอาบน้ำศพในช่วงเที่ยง ทั้งการอาบน้ำศพก็จะต้องมีผู้รู้พิธีเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งญาติของผู้เสียชีวิตและแขกที่มาร่วมงานก็จะมร่วมอาบน้ำศพ โดยจะใช้น้ำส้มป่อยผสมขมิ้นราดไปที่ร่างของผู้เสียชีวิต จากนั้นให้ใช้น้ำอาบอีกครั้ง โดยจะราดตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงศีรษะของผู้เสียชีวิต เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วก็จะมีการแต่งตัวให้ศพ ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นหญิงหรือชายจะนุ่งโปงมอย ซึ่งเป็นการผ่าผ้านุ่งตามยาวแล้วเย็บตะเข็บให้ติดกันคล้ายลักษณะกางเกง แล้วจึงนำเสื้อผ้าตามประเพณีนิยมมาสวมทับอีกชั้น จากนั้นทำการหวีผม โดยหวีลง 3 ครั้ง และหวีขึ้น ทาแป้งปะพรมน้ำอบน้ำหอม จากนั้นจึงทำการมัดศพ โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายมาช่วยกันมัด โดยใช้ด้ายขาวขนาดเดียวกับสายสิญจน์ ทำการมัดที่หัวแม่มือทั้ง 2 ข้างในลักษณะประนมมือเหนืออกเข้าไว้ด้วยกัน และมัดที่หัวแม่เท้าทั้งสองด้วยเช่นกัน และนำดอกไม้ธูปเทียนใส่ไว้ในมือ ตำหมากพลูพร้อมเงิน 1 บาท ใส่ไว้ในปากแล้วจึงนำใบพลูปิดปากอีกหนึ่งครั้ง การตั้งศพของชาวมอญ การกำหนดที่ตั้งศพของชาวมอญจะต้องอยู่ในเขตเสาผี บริเวณของผีเรือน และหันศีรษะศพไปทางทิศตะวันออก ตามธรรมเนียมมอญจะห้ามนำโลงศพขึ้นบ้าน แต่จะให้ทำแคร่ไม้สำหรับวางศพไว้แทน เรียกว่า “โจงแหนะ” หรือ “โจงเนียะ” ที่แปลว่าเตียงชนะ คือให้ผู้ตายเอาชนะต่อภูมิทั้ง 4 ได้แก่ อบายภูมิ สุคติภูมิ 7 รูปภูมิ 16 อรูปภูมิ 4 ซึ่งในการทำโจงแหนะจะแฝงไปด้วยคติทางพระพุทธศาสนา ที่เป็นปริศนาธรรมแบบรามัญที่ได้ถือปฏิบัติกันมา กล่าวคือ การทำเสา 6 ต้น เพื่อให้ละทิ้งอารมณ์ทั้ง 6 หรือให้ไปถึงสวรรค์ชั้น 6 ทำแคร่เป็น 4 ชั้น เพื่อให้หลุดพ้นจากอบายภูมิทั้ง 4 พื้นแคร่ปูด้วยไม้ยาว 8 สั้น 8 หมายถึงให้พ้นจากนรกภูมิทั้ง 8 ชั้น เพดานใช้ไม้ 20 แผ่น ให้ไปถึงสวรรค์ชั้นพรมทั้ง 20 ภูมิ บริเวณปลายเตียงและหัวเตียง จะแขวนกระทงดอกไม้ด้านละ 2 กระทง แต่ละกระทงใส่ดอกไม้ 3 ดอก จากเพดานผูกเชือกให้หย่อนมาที่บริเวณสะดือ ปลายเชือกผู้แหวน 1 วงและกรรไกรหนีบหมาก 1 อัน โดยแหวนหมายถึงจักขุญาณ ผู้ตายจะได้ใช้เพื่อความกระจ่างแจ้งต่อภพหน้า ส่วนกรรไกรใช้ตัดกิเลส สถานที่ตั้งศพ บริเวณใต้ถุนบ้านตำแหน่งที่วางศพ จะใช้ไม่ไผ่มาค้ำให้ตรงกับตำแหน่งที่ตั้งศพไว้ เมื่อเคลื่อนศพออกจากบ้านจะได้นำไม้ค้ำนี้ออกทันที เครื่องประกอบการตั้งศพ ในการตั้งศพของชาวมอญจะวางเครื่องประกอบการตั้งศพไว้ที่ปลายเท้าของผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย 2 ถาด มีตะเกียง 1 ดวงจุดไฟไว้ตลอดเวลา เสื้อผ้าชุดใหม่ 1 ชุด แหวน 1 วง แป้งหอม กระจกส่องหน้า หวี ส่วนถาดที่ 2 มีมะพร้าว 2 ผล ผ้าขาวบางผืนใหญ่ 2 ผืน ผ้าขาวบางผืนเล็ก 1 ผืน ไต้ก่อไฟ 1 มัด ขมิ้น ส้มป่อย ธูปเทียน และโกศใส่กระดูก 1 อัน ขบวนแห่ศพ สำหรับการเคลื่อนศพออกจากบ้านจะเริ่มเคลื่อนในช่วงบ่าย เรียกว่า “ตะวันบ่ายควาย” หมายถึงตะวันยามบ่ายที่ร่มเงาของบ้านทอดยาวพอให้ควายนอนหลบได้หนึ่งตัว ซึ่งญาติจะนำประตูผีที่เตรียมไว้ทาบกับประตูทางเคลื่อนศพ แล้วทาบบันไดจึงเคลื่อนศพ ในการเคลื่อนศพนี้จะมีพิธีปฏิบัติโดยจะต้องมีผู้หญิงอาวุโสพร้อมทั้งหม้อส้มป่อยผสมขมิ้น อีกหม้อหนึ่งจะเป็นหม้อน้ำบริสุทธิ์ สตรีอีกคนมีมีถ้วยข้าวสาร เมื่อฝ่ายชายยกศพเคลื่อนที่ลงบันไดผีแล้ว จะราดน้ำส้มป่อยตามด้วยน้ำเปล่า เมื่อศพเคลื่อนถึงพื้นดินจะโดยน้ำส้มป่อยให้แตกบริเวณหัวบันไดบ้าน ส่วนหม้อน้ำให้คว่ำไว้ สตรีที่มีข้าวสารจะซัดข้าวสารตามหลังตลอดการเคลื่อนศพ จากนั้นนำโลงศพไปวางไว้บนแคร่เอาปลายเท้าศพให้อยู่ด้านหน้า และหากมีลุกหลานบวชหน้าไฟจะให้นั่งด้านหน้า 1 รูป ด้านหลังอีก 1 รูปพร้อมหีบพระอภิธรรม ใช้เชือกผูกโยงไว้ที่ด้านหน้าแคร่หามศพ เพื่อให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาร่วมกันจูงศพ จะมีพระภิกษุสงฆ์เดินจูงนำขบวน จะเป็นขบวนน้ำศพส่วนพวกที่ตามหลังขบวนเรียกว่าขบวนส่งศพ ทั้งนี้ในขบวนแห่ศพจะมีลูกชายคนสุดท้ายของตระกูลจะต้องนุ่งขาวห่มขาว และนำหวี กระจก เสื้อผ้าและแหวนผู้ตายใส่ขันทูนหัวนำไปที่วัด ซึ่งในบางแห่งให้บุตรชายคนแรกหรือคนสุดท้องอุ้มกระบุงเดินนำศพไปวัด อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นการนำกระบุงวิญญาณไปวัด โดยของภายในกระบุงจะประกอบด้วยกระจกส่องหน้า น้ำจันท์ 1 ถ้วย ถ้าคนตายเป็นชายให้ใส่ผ้านุ่ง เสื้อและผ้าขาวม้าอย่างละ 1 ผืน ถ้าคนตายเป็นหญิงให้ใส่ผ้าซิ่น เสื้อและสไบอย่างละผืน นอกจากนั้นจะมีพลู 1 จับ จอบขุดดินใช้สำหรับขุดหลุมศพและใช้ผ่ามะพร้าวล้างหน้าศพ พลูและน้ำจันทน์สำหรับเทลงในหลุมศพ กระจกไว้ให้ผู้เสียชีวิตส่องหน้าตัวเอง ข้าวของในกระบุงวิญญาณ เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ถวานทานให้แก่วัดไป ถ้าหากภรรยาของบุตรชายคนโตกำลังตั้งครรภ์ สามีภรรยาคู่นั้นจะแตะต้องศพหรือของใช้ในพิธีศพไม่ได้ พิธีเก็บกระดูกของชาวมอญ

8 ขั้นตอน ตายแล้วไปไหน

8 ขั้นตอน ตายแล้วไปไหน     8 ขั้นตอนตายแล้วไปไหน สุริยาหีบศพเป็นผู้ให้บริการหลังความตายอันดับ 1 ในไทย 8 ขั้นตอนตายแล้วไปไหน หลายคนคงอยากรู้เมื่อญาติที่จากไปอย่างสงบไม่มีกลับมา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เสียชีวิต นั้นจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วตายแล้วไหน มีขั้นตอนการจัดงานอย่างไรบ้าง ในการเตรียมจัดงานศพหรือขั้นตอนการเตรียมงาน วันนี้สุริยาหีบศพ มี 8 ขั้นตอนตายแล้วไปไหนมาแนะนำ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จะได้ทำความเข้าใจ เพราะงานศพ เราเชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการสูญเสียใครสักคนหนึ่งไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะอยู่อย่างมีความสุข แต่อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ก็ต้องสู้ต่อไป คนเราเสียใจได้ แต่ต้องกลับมาเข้มแข็งให้เร็ว เพื่อคนที่จากไปจะได้ไม่ต้องห่วง เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจในการจัดเตรียมงานศพกันมากขึ้น   8 ขั้นตอนตายแล้วไปไหน การแจ้งตาย การนำร่างไปวัด รดน้ำศพ บำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม การบรรจุศพ การฌาปนกิจศพ การเก็บอัฐิ ลอยอังคาร นี่เป็น 8 วิธีการที่ทางญาติจะต้องทำการดำเนินการ ที่จะนำร่างผู้เสียชีวิตมาประกอบพิธีทางศาสนา ในแต่ละขั้นตอนก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่าำคัญที่สุดเลย ใบรับรองการตาย หรือ ใบมรณะบัตร ที่ทางญาติจะต้องมีก่อนนำผู้เสียไปทำพิธี ซึ่งในการจัดงานศพ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ฉะนั้นสำหรับใครที่สูญเสียญาติ สามารถโทรเข้ามาสอบถามเราสุริยาหีบศพ เป็นผู้ให้บริการหลังความตาย อันดับ 1 ในไทย แบบครบวงจร เรามีบริการตั้งแต่ รถเคลื่อนย้ายศพ โลงศพดอกไม้หน้าศพ อุปกรณ์ในพิธีศพ เจ้าหน้าที่ดูแลงานศพ เป็นต้น เรื่องจัดงานศพไว้ใจเราสุริยาหีบศพ หากลูกค้าต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มในการจัดงานศพ หรือโลงศพในการใช้ประกอบพิธี สามารถโทรติดต่อเราได้ที่ 02-950-0989 ได้ตลอด 24 ชม. เรามีเจ้าหน้าพร้อมให้คำปรึกษาท่านทุกเวลา และเราขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งคนที่คุณรักไปสู่สุคติด้วย ทั้งนี้เราจะมาพูดถึงพิธีลอยอังคารว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีลอยอังคาร แบ่งเป็น ๓ ชุด ดังนี้ ๑. เครื่องไหว้แม่ย่านาง ได้แก่ ดอกไม้สด ๑ กำ หรือพวงมาลัย ๑ พวง ธูป ๗ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม พานเล็ก ๑ ใบ (สำหรับใส่ดอกไม้ธูปเทียน) เชือก ๑ เส้น (สำหรับมัดธูปและดอกไม้ ไว้ที่เสาหัวเรือ) ๒. เครื่องบูชาเจ้าแม่นทีและท้าวสีทันดร ได้แก่ กระทงดอกไม้ ๗ สี ๑ กระทง ธูป ๗ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม พานโตก ขนาดกลาง ๑ ใบ (สำหรับใช้วางกระทงดอกไม้ ๗ สี) ๓. เครื่องไหว้อังคารบนเรือ ลุ้งใส่อังคาร และผ้าขาวสำหรับห่อลุ้ง พวงมาลัย ๑ พวง ดอกมะลิ กลีบกุหลาบ หรือดอกไม้อื่น ๆ (สำหรับผู้ร่วมพิธีโรยบนอังคาร) น้ำอบไทย ๑ ขวด ดอกกุหลาบ เท่าจำนวนผู้ร่วมพิธี ธูปเทียนเครื่องทองน้อย ๑ ชุด (หรือธูป ๑ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม พร้อมกระถางธูปเชิงเทียน ๑ ชุด) สายสิญจน์ ๑ ม้วน พานโตกขนาดกลาง ๑ ใบ (สำหรับรองลุ้งอังคาร) พานก้นลึกขนาดเล็ก ๑ ใบ (สำหรับใส่ดอกไม้ต่าง ๆ) พานก้นตื้น ๑ ใบ (สำหรับใส่เงินเหรียญ) นี่เป็นอุปกรณ์ในการเตรียมในวันลอยอังคารกันนะคะ หากญาติไม่สะดวกเตรียมอุปกรณ์เราสุริยาหีบศพ มีบริการลอยอังคารให้กับลูกค้าด้วยค่ะ เพียงแค่โทรมาแจ้งเราก็จัดการให้คุณลูกค้าเลยค่ะ จองทั้งสถานที่ เตรียมอุปกรณ์ รถรับส่ง แบบครบวงจรจบที่เดียว สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดงานศพสามารถเข้ามาปรึกษาหรือใช้บริการของเราสุริยาหีบศพได้ตลอด 24 ชม. ในเรื่อง การจัดงานศพ การเลือกโลงศพ ดอกไม้หน้าศพ จองวัด และขั้นตอนการประกอบในพิธี เป็นต้น สนใจสั่งซื้อโลงศพ จัดงานศพ สามารถติดต่อสุริยาหีบศพได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ 📞 Tel : 02-950-0989 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชม.) 🏠 Website : http://www.suriyafuneral.com/

พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน

พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน     พิธีกงเต๊ก พิธีศพตามธรรมเนียมของชาวจีน สุริยาหีบศพ ขายโลงศพแบบครบวงจร  ในละครเลือดข้นคนจากเราจะเห็นมีการจัดพิธีศพตามธรรมเนียมจีน หรือที่เรียกกันว่า “พิธีกงเต๊ก” ให้กับอากง ซึ่งเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับ เพื่อเป็นการส่งดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ซึ่งพิธีกงเต๊กถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณ และได้สืบทอดธรรมเนียมนี้มานานนับพันปี พิธีกงเต๊กนั้นมีรากฐานมาจากความเชื่อ 3 อย่างด้วยกัน คือ ศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า และลัทธิขงจื๊อ โดยการจัดพิธีกงเต๊กไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนัก เพราะผู้ที่จะรับพิธีกงเต๊กได้จะต้องมีชีวิตตั้งแต่อายุ 70 ปีขึ้นไป และจะต้องเสียชีวิตตามธรรมชาติ หรือเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และจะต้องแต่งงานมีลูกหลานมาก แต่ถ้าเสียชีวิตก่อนอายุ 70 ปี เรียกว่าเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเสียชีวิตแบบไม่ปกติกซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม หรือฆ่าตัวตาย ก็จะไม่มีการจัดพิธีกงเต๊ก นั่นเอง สำหรับธรรมเนียมการจัดพิธีศพแบบจีนนั้น จะต้องนิมนต์พระสงฆ์จีนหรือซินแสมาเป็นผู้ประกอบพิธี ทั้งนี้พระสงฆ์ที่จะเป็นผู้ประกอบพิธีกงเต๊กจะมี 2 นิกายด้วยกัน คือ พระสงฆ์จีนนิกาย และพระสงฆ์จีนอนัมนิกายแห่งประเทศไทย (พระญวน) ซึ่งการประกอบพิธีกงเต๊กจะเริ่มนับจากวันที่เสียชีวิตแล้วนำมาประกอบพิธีในวันแรก โดยวันที่สวดวันแรกนั้นจะเรียกว่า “ชิวอิก” หลังจากนั้นจะนับไป 7 วัน ซึ่งวันที่ 7 จะถือว่าเป็นวันที่ต้องทำพิธีชุกซัว (วันส่งศพ) ส่วนใหญ่จะสวดไทย 5 วัน ทำพิธีกงเต๊กวันที่ 6 ทำพิธีชุกซัววันที่ 7 แต่ตามประเพณีจีนจะมีวันที่ห้ามทำพิธีชุกซัว เรียกว่า “เต็งฉิก” ซึ่งจะตรงกับเลขวันที่ของจีนคือวันที่ 7, 17, 27 ถือว่าเป็นวันไม่ดีเชื่อว่าเป็นวันที่ประตูผีเปิดจะมีวิญญาณชั่วร้ายออกมา หากนับแล้วตรงกับวันเต็งฉิกจะต้องเลื่อนไปฝังวันที่ 9 โดยให้สวดไทย 7 วัน ทำพิธีกงเต๊กวันที่ 8 ทำพิธีชุกซัววันที่ 9 การจัดพิธีกงเต๊กจะต้องเริ่มตั้งแต่ ช่วงเช้าประมาณ 9 โมงเช้า ไปจนถึงเวลาเที่ยงคืน ลูกหลานที่เข้าร่วมพิธีกงเต๊กจะแต่งกายไว้ทุกข์ โดยลูกชายลูกสาวของผู้เสียชีวิตรวมไปถึงตั่วซุง ซึ่งก็คือหลานชายคนแรกที่เกิดจากลูกชายคนโต ตามธรรมเนียมแล้วจะถือว่าเป็นลูกชายคนเล็กของผู้เสียชีวิต จะสวมชุดผ้าดิบเอาไว้ข้างใน และสวมทับด้วยชุดกระสอบอีกที ส่วนญาติพี่น้องและหลานคนอื่น ๆ จะแต่งกายด้วยผ้าดิบ โดยขั้นตอนของพิธีกงเต๊กมีดังต่อไปนี้     พระสงฆ์ทำพิธีเปิดมณฑณ พระสงฆ์จีนเริ่มสวดมณฑลพิธีโดยอัญเชิญพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพยดาฟ้าดินทั้งหลายมาสถิตเป็นสักขีพยานในการประกอบพิธี เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล การส่งสารไปยมโลก พระสงฆ์จะทำการสงสารไปยังยมโลกด้วยม้าและนกกงเต๊ก โดยเป็นการแจ้งข่าวการเสียชีวิตไปยังสวรรค์และยมโลก เพื่อบอกกล่าวขอเปิดทางให้ดวงวิญญาณเดินทางได้อย่างสะดวก ซึ่งพระสงฆ์จีนจะอ่านเอกสารที่เรียกว่าฎีกา ที่ระบุชื่อผู้เสียชีวิต ที่อยู่เมืองจีน ที่อยู่เมืองไทย บ้านเลขที่ ซอย ถนน เวลาเกิด เวลาเสียชีวิตของผู้เสียชีวิต และชื่อของบุตรหลานของผู้เสียชีวิต หลังจากสวดมนต์เปิดมณฑลสถานเสร็จพระสงฆ์จะพาลูกหลานมายังหน้าโต๊ะไหว้ผู้ตาย (เลงไจ้ ที่สถิตของวิญญาณ) เพื่อทำพิธีสวดเชิญวิญญาณของผู้ตามให้มาร่วมพิธี ในระหว่างที่สวด พระสงฆ์จะทำการเปิดรัศมี (ไคกวง) โคมวิญญาณซึ่งมีชื่อผู้ตายและเสือผ้าของผู้ตายสวมอยู่ กระถางธูปหรือป้ายวิญญาณ รูปถ่าย ของผู้ตาย เพื่อให้เป็นที่สถิตแห่งวิญญาณของผู้ตาย หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะก็นำบรรดาของไหว้คือ ข้าว 1 ชาม เหล้า 1 แก้ว น้ำชา 1 แก้ว กับข้าว 3 อย่าง ซาแซ 1 ชุด (หมู ไก่ เป็ด ปลา ตับ) ผลไม้ 5 อย่าง ชกก๊วย 1 อัน สีขาว และให้ลูกหลานจบถวาย เมื่อพระสวดเสร็จ ลูกหลานกราบพระ 3 ครั้ง พิธีเชิญวิญญาณ พิธีเชิญวิญญาณของผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีชำระวิญญาณ คือการนำห้องน้ำกงเต๊กมาวาง ซึ่งภายในห้องน้ำจะประกอบไปด้วย อ่างขาวใส่น้ำสะอาดและผ้าขนหนูสีขาว โดยขั้นแรก พระสงฆ์จะสวดเจริญพระพุทธมนต์เชิญดวงวิญญาณมาร่วมในพิธี และยกโคมวิญญาณมาให้พระท่านถือไว้ย้ายมาตั้งทางด้านหน้า เพื่อสวดเชิญดวงวิญญาณมาสถิตที่โคมวิญญาณที่แขวนเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตไว้ โดยลูกชายคนโตจะเป็นผู้เชิญกระถางธูปและลูกชายคนรองถือโคมวิญญาณไปยังห้องน้ำ ทำการชำระดวงวิญญาณให้สะอาดก่อน เตรียมพร้อมสำหรับฟังพระสวดและรับของที่ลูกหลานเตรียมไว้ให้ที่ปะรำพิธี จากนั้นพระจะพาเดินกลับไปยังหน้าโต๊ะผู้ตายอีกครั้งเพื่อเชิญกระถางธูปกลับเข้าที่เป็นอันเสร็จพิธี หลังเสร็จพิธีก็จะให้ลูกสะใภ้ไปยกอ่างน้ำในห้องน้ำกงเต๊กไปเททิ้งตามธรรมเนียมจีนที่ลูกสะใภ้ต้องปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ของสามี แต่หากไม่มีลูกสะใภ้ก็จะให้ลูกสาวไปทำหน้าที่นี้แทน ซึ่งพิธีนี้มีความหมายที่สื่อถึงการชำระอกุศลกรรมของผู้เสียชีวิตที่อาจเผลอกระทำไว้ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ การจัดพิธีศพให้แก่ผู้เสียชีวิต นอกจากจะเป็นการอำลากันเป็นครั้งสุดท้ายของญาติพี่น้องแล้ว การจัดพิธีกงเต๊กยังเป็นการที่ลูกหลาน จะสามารถแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ด้วยการอุทิศส่วนกุศลและส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตไปสู่สุขติอีกด้วย ซึ่งพิธีการทำกงเต๊กยังไม่จบเพียงเท่านี้ในครั้งหน้า จะมีขั้นตอนการจัดพิธีกงเต๊กในขั้นตอนไหนต่ออีกนั้น สามารถรอติดตามกันในสัปดาห์หน้านะคะ สำหรับใครที่ต้องปรึกษาหรือสอบถามเกี่ยวกับการจัดงานศพหรือบริจาคโลงศพ ทางร้านสุริยาหีบศพ มีเจ้าหน้าที่คอยบริการตลอด 24 ชม. เลยค่ะ การตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ฉะนั้นจงใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะทำอะไรให้คิดก่อนเสมอ จงทำแต่ความดีด้วยนะคะ   สนใจปรึกษาการจัดงานศพแบบจีนสามารถติดต่อได้ที่ 02-950-0989 ได้ตลอด 24 ชม.

บริการสุริยาหีบศพ Full Service 2019

บริการสุริยาหีบศพ Full Service 2019     บริการสุริยาหีบศพ Full Service 2019 สุริยาหีบศพ โลงศพ โลงศพพรีเมี่ยม สุริยาหีบศพ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานพิธีศพแบบครบวงจร (One Stop Service) และจำหน่ายโลงศพทุกประเภทตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมไปจนถึงโลงศพระดับพรีเมี่ยม และหีบสั่งทำพิเศษ ด้วยฝีมืออันปราณีต และใส่ใจในรายละเอียดของทุกกระบวนการผลิต ด้วยเราตระหนักดีว่าท่านอยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนไหวและยากต่อการตัดสินใจ เราจึงขอเป็นผู้ช่วยในการให้คำปรึกษาและแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ท่านบริการรถรับส่ง บริการแต่งหน้าศพ บริการลอยอังคาร เป็นต้น ฉะนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำบริการของเราให้กับลูกค้าทุกท่าน เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจมากยิ่งขึ้น   บริการโลงศพ โลงศพของสุริยาหีบศพ ออกแบบจากประสบการณ์อันยาวนานในธุรกิจด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายโลงศพ มานานมากกว่า 50 ปี โดยมีการพัฒนารูปแบบของโลงศพ ให้ทันสมัยและใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโลงศพไทย โลงศพจีน โลงศพคริสต์หีบไม้ของเรามีคุณภาพดี หลากหลายเกรดและราคา ผลิตโดยฝีมือช่างไม้ผู้ชำนาญการ มีประสบการณ์ยาวนานในการทำโลงศพ และใช้เทคนิคการทำโลงศพแบบ knock down จึงทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของงานทุกชิ้นได้ นอกจากนี้ ยังตกแต่งลายประดับโลงศพอีกด้วยด้วยความปราณีตบรรจง รับรองความสวยงามมาตรฐานสุริยาหีบศพเรามีโลงศพ 5 ประเภท มากกว่า 99 รูปแบบ ที่เหมาะสมกับทุกศาสนาและทุกพิธีการ ไม่ว่าจะเป็น โลงศพแบบธรรมดา,โลงศพแบบขอบเทพพนม, โลงศพแบบฐานเทพพนม 1 ชั้น, 2 ชั้น และ 3 ชั้น รวมทั้งยังมีโลงศพแบบพิเศษที่ผลิตด้วยวิธีที่พิถีพิถันปราณีต และใส่ใจในวัสดุที่นำมาทำทุกอย่าง เช่น หีบศพแบบผ้าตาดเรียบ – ย่น, โลงศพปรับอากาศ, โลงศพไม้สักแท้, โลงศพแกะลายปิดทอง,โลงศพมุกข์, โลงศพกระจกไม้สักแท้ และโลงศพจำปา เป็นต้น ซึ่งโลงศพทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและทำด้วยวัสดุที่ดีที่สุด เพื่อเป็นบ้านหลังสุดท้ายให้กับคนที่ท่านรักได้หลับอย่างสบายไปชั่วนิรันดร์   บริการฉีดยารักษาสภาพศพ งานบริการฉีดยารักษาสภาพศพด้วยน้ำยาฟอร์มาลีนหรือน้ำยาอาบศพจากต่างประเทศ (รักษาสภาพศพได้เหมือนหลับอยู่จริง ร่างกายไม่แข็ง) ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการฉีดยาศพที่ผ่านการอบรม และฝึกฝนอย่างมีมาตรฐานของสุริยาหีบศพ   บริการแต่งหน้าศพ, บริการแก้ไขสภาพศพเน่า งานบริการแต่งศพด้วยช่างผู้ชำนาญการของสุริยาหีบศพ สามารถแต่งสภาพศพให้เหมาะสมเพื่อที่ให้คนที่ท่านรักหลับอย่างสงบและดูดีไปชั่วนิรันดร์ จากประสบการณ์ด้านการแต่งศพและดูงานการแต่งศพจากต่างประเทศ ท่านจึงสามารถมั่นใจให้เราดูแลคนที่ท่านรักอย่างสบายใจ   บริการรถรับส่ง รับส่งศพทั่วประเทศไทย ด้วยใจพร้อมบริการ และการันตีความปลอดภัย รถของเรามีการตรวจเช็คสภาพรถทุกครั้งก่อนที่จะให้บริการทำให้สามารถมั่นใจได้ว่ารถพร้อมใช้งานและปลอดภัยในการเดินทางเพื่อรับและส่งคนที่ท่านรักอย่างปลอดภัย และมีการฝึกอบรมมารยาทในการขับรถให้กับพนักงาน   บริการลอยอังคาร บริการลอยอังคาร เมื่อประกอบพิธีฌาปนกิจเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคืองานลอยอังคาร สุริยาหีบศพเราสามารถจัดหาสถานที่ลอยอังคารให้ท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณรอบกรุงเทพและปริมณฑล หรือจะเป็นปากแม่น้ำและทะเล พร้อมด้วยพนักงานบริการ เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ อุปกรณ์ลอยอังคาร (ลุ้งอังคาร , ดอกไม้สด , ผ้าขาว , น้ำอบไทย , ธูปเทียน , พวงมาลัย) อย่างครบครัน และมีบริการติดต่อเรือสำหรับลอยอังคาร เพื่อให้ท่านส่งดวงวิญญาณพร้อมอัฐิของคนที่ท่านรักอย่างสมเกียรติ   นี่เป็นเพียงบริการหลักของสุริยาหีบศพ มีบริการมากกว่านี้ อา จัดดอกไม้หน้าศพ รับฝากศพ จัดงานศพครบวงจร เป็นต้น นี่เป็นบริการและวิธีการจัดงานในแต่ละบริการ เมื่อคนที่รักจากไปทางญาติต้องสร้างบ้านหลังสุดท้ายให้กับคนที่รัก ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องมีมากที่สุด คือ โลงศพ และอุกรณ์ในการใช้ในพิธี และอยากให้สวยงามจัดดอกไม้หน้าศพให้กับผู้ที่จากไป แสดงความไว้อาลัยครั้งสุดท้าย ในการส่งผู้ที่จากไปสู่สุคติ สนใจสอบถามรายละเอียดหรือโลงศพ สามารถติดต่อได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ Inbox : m.me/suriyacoffin Tel : 02-950-0989 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชม.) Website : http://www.suriyacoffin.com/

คริสตจักรและพิธีกรรมหลังความตาย

คริสตจักรและพิธีกรรมหลังความตาย   คริสตจักรและพิธีกรรมหลังความตาย ทุกศาสนาย่อมมีพิธีกรรม และพิธีกรรมที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ พิธีกรรมหลังความตาย และในแต่ละศาสนาก็มีพิธีกรรมหลังความตายที่แตกต่างกัน ซึ่งในครั้งที่แล้วเราก็ได้พูดถึงการจัดพิธีศพแบบพุทธไปแล้ว ในครั้งนี้เราก็จะมาดูกันว่าการจัดพิธีศพแบบคริสต์ มีขั้นตอนในการจัดพิธีศพอย่างไรบ้าง   คติความเชื่อในชีวิตหลังความตาย ชาวคริสต์เชื่อว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น เพราะชีวิตหลังความตายคือการกลับไปมี “ชีวิตนิรันดร์” โดยหมายความว่า เมื่อตายแล้วมนุษย์จะกลับไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าในสวรรค์อันเป็นที่ถาวร ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้เตรียมไว้ให้ โดยพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า ไม่เพียงแต่จะมีชีวิตหลังความตายเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตอันแสนสุขที่ “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้สำหรับคนที่รักพระองค์ โดยพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระเจ้าในร่างขอมนุษย์ ได้เสด็จมายังโลกนี้ เพื่อมอบชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญพิเศษแก่เรา ทั้งนี้ ชาวคริสต์มีประเพณีที่ว่า ช่วงก่อนที่จะมีผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่ป่วยหนักใกล้สิ้นลมหายใจ เครือญาติหรือลูกหลานจะเชิญบาทหลวงไปที่บ้านหรือโรงพยาบาล เพื่อทำพิธีศีลเจิมให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการให้พรของพระเจ้า และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังจะจากไป ให้อยู่ในศีลในพรของพระเจ้า โดยจะมีการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้อภัยแก่ความผิดบาปที่ได้ทำไว้ และไม่มีโอกาสได้สารภาพบาป เมื่อสิ้นลมหายใจแล้วญาติจะตั้งศพที่บ้านหรือจัดที่โบสถ์ก็ได้   การสวดศพทางคริสต์ศาสนา การตั้งศพของทางศาสนาคริสต์ เพื่อรอนำไปประกอบพิธีทางศาสนา จะต้องมีรูปไม้กางเขน เทียน 1 คู่ และแจกันดอกไม้วางไว้ทางด้านศีรษะของผู้เสียชีวิต และควรมีภาชนะใส่น้ำเสก หรือน้ำมนต์ ของทางศาสนาคริสต์และกิ่งไม้จุ่มวางไว้บนโต๊ะ ใกล้ ๆ กับที่ตั้งศพ เพื่อให้ผู้ที่มาเคารพศพได้ใช้น้ำมนต์พรมศพ โดยพิธีสวดศพในทางคริสต์สาสนา จะเป็นการระลึกถึง ให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต และยังเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระผู้เป็นเจ้าให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งยังเป็นการบรรเทาจิตใจของญาติพี่น้อง รวมไปถึงการระลึกถึงพระคุณของผู้เสียชีวิตที่มีการผู้อื่น ทั้งยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลที่ทุกคนมีอยู่ให้กับผู้เสียชีวิตอีกด้วย   การนำร่างผู้เสียชีวิตลงโลงศพ ก่อนนำร่างผู้เสียชีวิตบรรจุลงในโลงศพ จะมีพิธีเพื่อเป็นเกียรติและแสดงความเคารพผู้เสียชีวิต และยังเป็นการให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ระลึกไว้ว่า ร่างนี้เป็นของผู้ที่มีกุศล มีคุณงามความดี โดยบาทหลวงจะเป็นผู้อ่านบทภาวนาและประพรมน้ำมนต์ ก่อนยกร่างของผู้เสียชีวิตบรรจุลงในโลงศพ ปิดฝาโลงศพและตกแต่งโลงศพด้วยมาลัยและดอกไม้ ในส่วนของโลงศพแบบคริสต์ที่เผยแพร่เข้ามาในเมืองไทยนั้น เป็นโลงศพที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตกผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งสุริยาหีบศพก็มีรูปแบบการผลิตโลงศพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม โดยสุริยาหีมศพมีโลงศพสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่มีทั้งรูปทรงสี่เหลี่ยมและหกเหลี่ยม ผลิตจากวัสดุชั้นดีอย่างไม้สักหรือไม้ปาติเกิ้ล โดยรอบโลงศพจะติดที่จับและไม้กางเขน ตัวโลงศพทาสีขาวและทาเชลแล็กโชว์เนื้อไม้สัก อีกด้วย   พิธีมิสสา สำหรับพิธีมิสสา เป็นพิธีกรรมหลังเคลื่อนศพไปสุสาน เพื่อรับศีลมหาสนิท โดยมีความเชื่อว่ารูปหรือร่างกายคนเรามาจากดิน และก็ต้องกลับไปสู่ดิน ส่วนจิตใจก็ไปตามทางของจิต โลกของจิตไม่มีขอบเขตในเรื่องเวลา สถานที่หรือปริมาณ จิตเป็นสิ่งนิรันดร์ถวารตลอดไป ส่วนกายเป็นวัตถุดิบชั่วคราว เมื่อทำพิธีฝังแล้วร่างกายก็จะเสื่อมสลายอยู่ในดิน ส่วนจิตจะกลับสู่พระเจ้าต่อไป   พิธีฝังที่สุสาน บาทหลวงจะทำพิธีส่งวิญญาณ และอำลาผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้าย และจะเสกหลุมศพ ประพรมน้ำเสกหรือน้ำมนต์ และถวายกัมมะยานหลุมศพผู้เสียชีวิต จากนั้นนำศพลงหลุม ซึ่งบาทหลวงจะเป็นผู้กล่าวให้ผู้เสียชีวิตออกจากโลงศพไปหาพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะแต่ศาสนาจะมีพิธีศพที่แตกต่างกัน แต่ก็จัดพิธีศพขึ้นเพื่อไว้อาลัย และเป็นการอำลาผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายเช่นกัน สำหรับใครกำลังมองหาผู้ให้บริการหลังความตายที่ครบวงจร สุริยาหีบศพมีบริการที่ครอบคลุมครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่แต่งหน้าศพไปจนถึงพิธีลอยอังคาร จึงทำให้สุริยาหีบศพได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาหลายยุคหลายสมัย ด้วยการบริการที่ดูแลคนที่ท่านรักเสหมือนญาติ ผนวกกับปณิธานในการดำเนินธุรกิจอันแรงกล้า อย่าง “คิดดี มีเมตตา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้ไม่ใช่เป็นฝ่ายรับอย่างเดียว” จึงทำให้สุริยาหีบศพ คือ ผู้ให้บริการหลังความตายอันดับ 1 ของเมืองไทยนั่นเอง นอกจากนี้ สุริยาหีบศพ ยังจำหน่ายอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีศพ ไม่ว่าจะเป็น ชุดเชิญวิญญาณ โกษใส่อัฐิรูปแบบต่าง ๆ ผ้าแพร ดอกไม้จัน ชุดอาบน้ำศพ รุ้งอังคาร ชุดสังฒทาน ของชำร่วย ผ้าไตรครอง และชุดอุปกรณ์ลอยอังคาร เป็นต้น และยังมีบริการรับจัดดอกไม้หน้างานศพและหน้าเมรุ โดยช่างผู้ชำนาญการในการจัดดอกไม้มากกว่า 40 ปี อีกด้วย

พระพุทธศาสนากับพิธีกรรมหลังความตาย

พระพุทธศาสนากับพิธีกรรมหลังความตาย   พระพุทธศาสนากับพิธีกรรมหลังความตาย ความตายเป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนจะต้องพบเจอ ด้วยไม่มีใครที่จะหนีความตายได้พ้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเช่นกัน เมื่อความเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือพิธีกรรมหลังความตาย ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้นจะมีขั้นตอนการจัดพิธีศพดังต่อไปนี้   การแต่งหน้าศพ เมื่อมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นที่โรงพยาบาล พยายาลจะเป็นผู้แต่งหน้าศพ และแต่งตัวศพให้ในเบื้องต้น ซึ่งจะแต่งให้ผู้เสียชีวิตอยู่ในสภาพที่ดูดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และหลังจากนั้นจะพาร่างของผู้เสียชีวิตเก็บเข้าห้องเย็น เพื่อทำเอกสารเกี่ยวกับใบมรณบัตรและฉีดฟอร์มาลีนเพื่อป้องกันศพเน่าเปื่อย หลังจากนั้นจึงนำร่างของผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป การนำศพไปวัด เมื่อติดต่อวัดที่ต้องการนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลได้แล้ว ในการนำศพไปวัดอาจติดต่อขอให้ทางวัดจัดรถไปรับศพหรือแจ้งความประสงค์ให้โรงพยาบาลจัดรถส่งศพให้ และนิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป มาชักศพที่จะเคลื่อนไปสู่วัดที่นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล การรดน้ำศพ ก่อนที่จะรดน้ำศพ จะต้องมีการตั้งเตียงรดน้ำศพ โดยการตั้งเตียงไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชา ให้โต๊ะหมู่บูชาไว้ทางด้านบนศีรษะของศพ นิยมให้ศพนอนหงายหันด้านขวามือของศพ หรือด้านปลายเท้าของศพให้อยู่ทางผู้ที่มาแสดงความเคารพ และใช้ผ้าแพรหรือผ้าใหม่ ๆ คลุมตลอดทั้งร่าง แต่เปิดหน้าและมือขวาไว้นั้น ส่วนในขั้นตอนการรดน้ำศพทางเจ้าภาพจะเป็นผู้เตรียมน้ำอบ น้ำหอม พร้อมขันใส่น้ำผสมน้ำอบน้ำหอม และขันใบเล็ก ๆ สำหรับตักน้ำยื่นให้แขก และขันขนาดใหญ่มีพานรองรับน้ำที่รดมือศพด้วย โดยเวลาที่นิยมในการรดน้ำศพโดยทั่วไปคือเวลา 16.00 – 17.00 น. พิธีจัดศพลงโลงศพ หลังจากเสร็จพิธีรดน้ำศพแล้ว ก็จะเป็นการจัดศพลงโลงศพ โดยส่วนมากผู้ที่ทำพิธีนี้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของทางวัดเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามคติความเชื่อและประเพณีของท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยแล้วจึงตั้งศพบำเพ็ญกุศลต่อไป จัดสวดพระอภิธรรม การจัดพิธีสวดพระอภิธรรม หรือที่เรียกกันว่า “สวดหน้าศพ” เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ และยังเป็นการให้เจ้าภาพ ญาติมิตร ลูกหลาน ได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที แสดงความเคารพรักนับถือต่อผู้เสียชีวิตอีกด้วย ทั้งนี้การตั้งศพบำเพ็ญกุศลอาจกำหนด 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน ตามแต่สถานของเจ้าที่มีฐานะแตกต่างกัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงอายุขัยของผู้เสียชีวิตอีกด้วย และจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม 4 รูป สวด 4 จบ ซึ่งจะเริ่มสวดในเวลา 19.00 น. พิธีฌาปนกิจ พิธีฌาปนกิจศพ หรือการเผาศพ เป็นพิธีกรรมเพื่อกล่าวอำลาครั้งสุดท้ายแก่ผู้ล่วงลับ ทั้งยังเป็นวันที่สำคัญที่สุด และพิธีกรรมที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ จัดพิธีบวชลูกหลานเป็นพระภิกษุหรือสามเณร ที่เรียกกันว่า “บวชหน้าไฟ” นิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์และถวายภัตาหารเพล จัดให้มีพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ นิมนต์พระสงฆ์สวดมาติกา-บังสุกุล ถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ เป็นพิธีบำเพ็ญกุศลหน้าศพ อุปกรณ์หลัก ๆ ที่เจ้าภาพต้องเตรียม ได้แก่ เครื่องไทยธรรม ผ้าสบงถวายพระสวดมนต์ฉันเพล เครื่องไทยธรรมผ้าไตร และเครื่องติดกันเทศน์ถวายพระเทศน์ ผ้าไตรประธาน เพื่อทอดบังสุกุล และมหาบังสุกุลก่อนทำการฌาปนกิจ ผ้าสบงถวายพระสวดมาติกาบังสุกุลตามจำนวนพระสวด โดยส่วนใหญ่มักนิมนต์ 10 รูป เตรียมดอกไม้จันทน์ให้แขกผู้มาร่วมงานและดอกไม้จันทน์สำหรับประธานในพิธี การเคลื่อนศพไปสู่เมรุ หลังจากบำเพ็ญกุศลให้ผู้ตายแล้ว ก่อนที่จะเคลื่อนศพไปตั้งที่เมรุนั้น นิยมให้ลูกหลานคนใกล้ชิดทำพิธีขอขมาศพ เพื่อเป็นการอภัยโทษที่กล่าวล่วงเกินต่อกัน โดยตั้งจิต หรือกล่าวคำขอขมาต่อศพนั้นว่า “กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ” (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน [อาจจะออกนามผู้ตามก็ได้] ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านได้โปรดอโหสิกรรมด้วยเถิด) พิธีแห่ศพเวียนเมรุ การเคลื่อนศพต้องนิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป เป็นผู้นำศพ เวียนรอบเมรุ 3 รอบ การเวียนเมรุต้องเวียนต้องเวียนจากขวาไปซ้ายของเมรุ โดยเริ่มจากบันไดหน้าเมรุ เจ้าภาพและญาติของผู้ตายต้องเดินเข้าขบวนตามศพเวียนรอบเมรุด้วย และจะต้องมีผู้ถือรูปถ่ายนำหน้าศพไปในขบวน โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำมีคนถือเครื่องทองน้อยหรือกระถางธูปนำหน้าศพ ลำดับการแห่ศพ ถือหลัก พระ – กระถางธูป – รูปภาพ – ศพ – ญาติ เมื่อนำศพเวียนรอบเมรุ 3 รอบแล้วเจ้าหน้าที่จะนำศพขึ้นตั้งบนเมรุ การทอดผ้าบังสุกุล การทอดผ้าบังสุกุลนั้น เจ้าภาพจะต้องพิจารณาว่าแขกผู้มีเกียรติที่เชิญไว้มีจำนวนเท่าใดก็จัดผ้าไตรตามจำนวนแขกผู้ใหญ่ และจำนวนการทอดผ้าก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ซึ่งการเชิญแขกขึ้นทอดผ้าบังสุกุลนั้น เจ้าภาพจะต้องทำการเชิญแขกด้วยตัวเอง โดยมีผู้ถือพานผ้าไตรตามเจ้าภาพไปด้วย แต่ถ้าแขกที่เป็นประธานเป็นผู้ใหญ่ชั้นสูง หรือเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของเจ้าภาพ ก็ควรถือพานผ้าไตรไปเชิญด้วยตนเอง เมื่อแขกผู้รับเชิญลุกจากที่นั่ง เจ้าภาพหรือผู้ถือพานผ้าไตรก็เดินตามแขกผู้นั้นไป เมื่อขึ้นบันไดเมรุแล้วก็ส่งมอบผ้าไตรให้ ผู้ทอดผ้าก็จะรับผ้าไตรนำไปวางลงตรงที่สำหรับทอดผ้า แต่ถ้าไม่มีการจัดที่สำหรับทอดผ้าไว้ ก็วางผ้าไตรนั้นลงบนหีบศพทางด้านหัวนอนศพ แล้วผู้ทอดผ้าก็คอยอยู่จนกว่าพระสงฆ์จะมาชักผ้าบังสุกุล โดยลำดับการเชิญแขกขึ้นทอดผ้าบังสุกุลนั้น จะเชิญแขกผู้มีอาวุโสน้อยไปหามากตามลำดับ และเชิญประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าบังสุกุลเป็นอันดับสุดท้าย เมื่อประธานในพิธีทอดผ้าบังสุกุลแล้ว ก็เชิญท่านประกอบพิธีประชุมเพลิงต่อไป การเผาจริง-เผาหลอก การเผาจริง-เผาหลอก เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นิยมทำกันในปัจจุบัน โดยจะมีพิธีการเผาหลอกก่อน แล้วจึงเผาจริง คือ การเผาหลอกจะให้แขกผู้มาร่วมงาน ได้วางูปเทียน ดอกไม้จันทน์ที่หน้าศพหรือใต้โลงศพ เพื่อแสดงความเคารพศพ เปรียบเสหมือนการทำพิธีเผาศพโดยสมมติ เมื่อครั้งแขกผู้ร่วมงานได้ทำพิธีเคารพศพโดยสมมติเรียบร้อยแล้ว จึงให้ญาติของผู้เสียชีวิตขึ้นไปทำพิธีเผาศพจริงอีกครั้งหนึ่ง พิธีถึงจะเสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ธรรมเนียมการเผาจริง – เผาหลอก เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ซึ่งแต่เดิมจะมีการฌาปนกิจศพจริงเพียงอย่างเดียว และจำทำกันในช่วงบ่าย – เย็น แต่เกรงว่าการเผาศพจริงจะทำให้เกิดกลิ่น ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนลำคานให้แก่ผู้มาร่วมงาน จึงเกิดธรรมเนียมใหม่คือ ให้มีการปิดโลงศพก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลามได้ ต่อเมื่อผู้มาร่วมงานได้กลับไปหมดแล้วจึงทำการเผาจริง โดยให้เหลือแต่เพียงเจ้าภาพและญาติสนิทเท่านั้น ดังความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงบันทึกไว้ เกี่ยวกับที่มาของพิธีเผาจริงและเผาหลอก ว่า “…แท้จริงเปนความคิดของพวกเจ้าพนักงานเผาศพหลวงในตอนปลาย ๆ รัชกาลที่ 5 เพื่อมิให้ผู้ที่ไปช่วยงานเผาศพเดือดร้อนรำคาญเพราะกลิ่นแห่งการเผาศพ ในเวลาที่ทำพิธีพระราชทานเพลิง จึงปิดก้นโกษฐ์หรือหีบไว้เสียและคอยระวังถอนธุปเทียนออกเสียจากภายใต้ เพื่อมิให้ไฟไหม้ขึ้นไปถึง ตอนดึกเมื่อผู้คนไปช่วยงานกลับกันหมดแล้ว จึงเปิดไฟและทำการเผาศพจริง ๆ …ดังนั้นจึงเกิดเปนธรรมเนียมขึ้นว่า ผู้ที่มิใช่ญาติสนิทให้เผาในเวลาพระราชทานเพลิง ญาติสนิทเผาอีกครั้ง 1 เมื่อเปิดเพลิงกรมนเรศร์ เป็นผู้ที่ทำให้ธรรมเนียมนี้เฟื่องฟูขึ้น และเป็นผู้ตั้งศัพท์ เผาพิธี และ

ความเชื่อห้ามคนท้องไปงานศพ

ความเชื่อห้ามคนท้องไปงานศพ       ห้ามคนท้องไปงานศพ เป็นความเชื่อสมัยโบราณที่สืบทอดกันมายาวนาน และหลายคนคงอยากทราบกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมถึงห้ามคนท้องไปงานศพ เพราะอะไร วันนี้แอดมินสุริยาจะมาบอกกันค่ะ ตามมาอ่านกันเลย คนโบราณว่าไว้ห้ามคนท้องไปงานศพ เป็นความเชื่อที่ว่าคนท้องไม่ควรไปงานศพ เพราะคนสมัยก่อนมองว่างานศพเป็นงานที่มีแต่ความโศกเศร้า ซึ่งจะทำให้คนท้องที่ไปงานเกิดความหดหู่ อีกทั้งมีความเชื่อว่าจะเกิดสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้าย ขึ้นกับทารกในครรภ์ได้ อาจมีวิญญาณมาอาศัยเกิด หรือวิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ในวัดตามกลับบ้านมา หรือบางความเชื่อก็ว่า เด็กที่อยู่ในท้องจะถูกวิญญาณของผู้ตายหลอกล่อเอาไปอยู่ด้วย เพราะเด็กที่อยู่ในท้องนั้นยังไม่รู้อะไร ง่ายต่อการถูกผีชักชวนไปอย่างไรก็ได้ หรืออีกประการหนึ่งคือเด็กในท้องอาจจะถูกวิญญาณของผู้ตายนั้นทำร้ายเอา เมื่อเกิดมาจะทำให้เด็กพิการหรือไม่สมประกอบ แต่ข้อห้ามในสมัยโบราณก็ยังมีทางออกไว้ให้แก้ หากแม่ท้องมีความจำเป็นต้องไปงานศพ ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่คือ ให้คนท้องติดเข็มกลัด โดยนำเข็มกลัดซ่อนปลายมากลัดไว้ที่เสื้อบริเวณท้องเวลาที่ต้องไปงานศพ หรือเดินผ่านวัด หรือไปโรงพยาบาล เพื่อป้องกันวิญญาณที่อยากจะมาเกิดเข้ามาอยู่ในท้องแทนลูกของเรา ป้องกันสิ่งชั่วร้าย และเมื่อไปงานศพควรรีบไปรีบกลับ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ญาติสนิทก็จะไปฟังในวันพระสวด และจะไม่ไปในวันเผา เมื่อกลับมาแล้วให้ปล่อยวาง ทำใจให้สบาย เพื่อไม่ให้เกิดความหดหู่ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่เรานำมาฝากกันนคะ สำหรับท่านใดที่ท้อง แต่ต้องไปร่วมงานศพ ก็สามารถไปร่วมงานได้ แต่ต้องนำเข็มกลัดซ่อนปลายมากลัดด้วยนะคะ ป้องกันไว้ก่อนก็ดี นี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่แอดมินอยากให้คนท้องเชื่อไว้ก็ดีค่ะ เพื่อลุกค้าในท้องของเรา และความสบายใจของตัวเราเอง เพราะในโลกใบนี้มีอีกหลายอย่างที่เราไม่ขาดคิด มีหลายความเชื่อมากมายที่ห้ามทำในการไปร่วมงานศพ ไว้แอดมินจะมาบอกอีกนะคะ สำหรับท่านใดที่ต้องการจัดงานศพ หรืออยากสอบถามข้อควรระวังในงานศพ สามารถสอบถามกับเราสุริยาหีบศพได้เลยนะคะ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการจัดงานศพแบบครบวงจร มีบริการ รถรับส่ง ดอกไม้หน้าศพ เจ้าหน้าที่เชิญวิญญาณ เรามีครบทุกอย่างนะคะ สนใจปรึกษาการจัดงานสามารถติดต่อได้ที่ 02-950-0989 ได้ตลอด 24 ชม.